เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งของต่างประเทศ

ประเทศอินเดีย (India)

เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งของอินเดียประกอบด้วย ๒ ส่วน เช่นเดียวกับของประเทศไทย คือ เครื่องลงคะแนน (Balloting Unit) ทำหน้าที่แทนบัตรเลือกตั้ง และ เครื่องรวมคะแนน (Control Unit) ทำหน้าที่เหมือนหีบบัตรเลือกตั้งและกระดานรวมคะแนนของแต่ละหน่วยเลือกตั้ง โดยเครื่องรวมคะแนนจะเชื่อมโยงกับเครื่องลงคะแนนด้วยการส่งผ่านข้อมูลจากเครื่องลงคะแนนมาเก็บเอาไว้ เมื่อสิ้นสุดการลงคะแนนก็จะนำผลจากเครื่องรวมคะแนนของแต่ละหน่วยมารวมกัน ประเทศอินเดินได้พยายามนำเครื่องลงคะแนนมาใช้ในการเลือกตั้งโดยใช้เวลาถึง ๑๐ ปี ภายหลังจากที่ได้สร้างเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งเสร็จแล้ว และได้ผ่านกระบวนการทำให้สาธารณชนยอมรับต่อการใช้เครื่องลงคะแนน และการต่อต้านจากนักการเมือง

จนกระทั้งต้องผ่านศาลฎีกาสูงสุด แต่ไม่มีนักการเมืองผู้ใดสามารถโกงเครื่องลงคะแนนโดยไม่ถูกตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ได้ เครื่องลงคะแนนจึงสามารถนำไปใช้ในการเลือกตั้งจริงของการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๐ จำนวน ๑๕๐,๐๐๐ เครื่อง โดยหมุนเวียนใช้ในการเลือกตั้งจนครบทุกรัฐ ใช้เวลาทั้งสิ้น ๓๐ วัน โดยมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศประมาณ ๖๐๐ ล้านคน และในการเลือกตั้งสมาชิกโลกสภาครั้งล่าสุด คือเดือนเม.ย.-พ.ค. ๒๐๐๘ ซึ่งถือเป็นการจัดการเลือกตั้งที่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงถึงร้อยละ ๖๐ และมีวิธีจัดการเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพ โดยมีการใช้ทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งมีรูปถ่ายประกอบ ทั่วทั้งประเทศเป็นครั้งแรก ใน ๕๒๒ เขตเลือกตั้ง (จากทั้งหมด ๕๔๓ เขต โดยยกเว้นบางเขตในรัฐอัสสัม นาคาแลนด์ ชัมมูร์และแคชเมียร์) เพื่อเป็นการป้องกันการทุจริตในการปลอมแปลงบุคคลที่มีสิทธิลงคะแนนเสียง นอกจากนั้น มีการใช้เครื่องลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ (electronic voting machine) ทั่วประเทศ จำนวน ๑.๑ ล้านเครื่อง ทำให้สามารถทราบผลการเลือกตั้งทั่วประเทศได้ภายใน ๒๔ ชั่วโมง และใช้กำลังเจ้าหน้าที่พลเรือนทั้งหมด ๔ ล้านคน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ๒.๑ ล้านคน เพื่อดูแลรักษาความเรียบร้อยในการเลือกตั้ง

 

ประเทศเนปาล (Nepal)

ในปี ค.ศ. ๒๐๐๘ ประเทศเนปาลได้รับการสนับสนุนเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งจากประเทศอินเดีย จำนวน ๒๐๐ ชุด เพื่อใช้ในการลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญ ใช้เฉพาะเขตเลือกตั้งที่ ๑ ในกาฐมาณฑุเฉพาะหน่วยเลือกตั้งที่ ๑๐,๐๐,๓๒ และ ๓๔ ผู้มาใช้สิทธิมีความเห็นว่าสะดวกและรวดเร็วดีมาก (เขตเลือกตั้งและหน่วยเลือกตั้งนอกจากนี้ ยังคงใช้บัตรเลือกตั้ง)

 

ประเทศภูฏาน (Bhutan)

ในปี ค.ศ. ๒๐๐๘ ประเทศภูฏานได้รับการสนับสนุนเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งจากประเทศอินเดีย เพื่อใช้ในการลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

 

ประเทศบราซิล (Brazil)

ประเทศบราซิลเป็นประเทศแรกในโลกที่ใช้การลงคะแนนอิเล็กทรอนิสก์แบบเต็มรูปแบบ (Fully electronic elections) โดยบราซิลได้นำการลงคะแนนโดยใช้เครื่องลงคะแนนในการเลือกตั้งรับท้องถิ่นในปี ค.ศ. ๑๙๙๖ โดยเริ่มนำมาใช้ที่รัฐ Santa Catarina และในปี ค.ศ. ๒๐๐๐ การลงคะแนนโดยเครื่องลงคะแนนได้ถูกนำมาใช้เป็นการทั่วไปในการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยในการเลือกตั้งครั้งนั้นใช้เครื่องลงคะแนนกว่า ๔๐,๐๐๐ เครื่อง กระจายไปตามเขตเลือกตั้งต่าง ๆ ทั่วประเทศ เครื่องลงคะแนนของประเทศบราซิล เป็นเครื่องลงคะแนนที่ประกอบไปด้วยหน้าจอ (Screen) และแป้นปุ่มกด (Keyboard) จำนวน ๑๓ ปุ่ม โดย ๑๐ ปุ่มแรกเป็นตัวเลข ๐-๙ ส่วน ๓ ปุ่มที่เหลือประกอบด้วยปุ่ม "Blank" ปุ่ม "Correct" และ ปุ่ม "Comfirm" สำหรับการลงคะแนนนั้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะกดเลือกที่หมายเลขได้ทันที เมื่อกดได้หมายเลขผู้สมัครที่ต้องการแล้ว หน้าจอจะปรากฏหมายเลขและชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง รวมทั้งรูปภาพของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ถ้าผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องการแก้ไขให้กดปุ่ม "Correct" เพื่อยกเลิก แต่ถ้าถูกต้องให้กดปุ่ม "Confirm" เพื่อยืนยันการลงคะแนนของตน

ต่อมาได้มีความพยายามที่จะทำการตรวจสอบการลงคะแนนของผู้ลงคะแนน โดยได้มีการเสนอให้มีการนำเอาเครื่องพิมพ์ที่จะพิมพ์แผ่นกระดาษที่แสดงการลงคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนได้เลือกไว้ ให้ผู้ลงคะแนนฯ ได้ตรวจสอบ โดยกระดาษที่พิมพ์ออมานี้จะต้องถูกหย่อนลงในถุงที่จัดไว้ ก่อนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะออกจาหน่วยเลือกตั้ง นอกจากเพื่อตรวจสอบของผู้ลงคะแนนแล้ว การจัดพิมพ์กระดาษยืนยันการลงคะแนนยังเป็นทางเลือกในการสอบทานกับผลการลงคะแนนที่ได้จากเครื่องลงคะแนนอีกครั้งหนึ่งด้วย กรณีที่มีข้อสงสัย อย่างไรก็ตามการตรวจสอบความถูกต้องด้วยวิธีนี้พบว่าทำให้เสียงบประมาณในการจัดหาและติดตั้งเครื่องพิมพ์ถึง ๑๐๐ ล้านดอลล์ รวมถึงระบบการสุ่มตรวจสอบก็มีการถกเถียงกันว่าควรสุ่มก่อนเลือกตั้งหรือสุ่มภายหลังจากการเลือกตั้ง เพื่อให้มีการนับคะแนนสอบทานผลการลงคะแนนจากเครื่องลงคะแนนพร้อมทั้งการนับจากกระดาษที่บันทึการลงคะแนน ทำให้การใช้เครื่องลงคะแนนที่มีเครื่องพิมพ์ที่ได้นำมาใช้ในการเลือกตั้งเดือนตุลาคม ค.ศ. ๒๐๐๒ ได้ถูกยกเลิกไปในเดือนตุลาคม ค.ศ. ๒๐๐๔ และในปี ค.ศ. ๒๐๑๐ ก็ได้มีการนำเครื่องลงคะแนนมาใช้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว ๑๓๖ ล้านคน

ประเทศบราซิลได้ให้ยืมเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งของตนแก่ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ข้างเคียงอย่างประเทศปารากวัย และเอกวาดอร์ และยังได้วางแผนที่จะขายเครื่องลงคะแนนแก่ประเทศต่าง ๆ ที่สนใจจะซื้ออีกด้วย

 

ประเทศเบลเยี่ยม (Belgium)

ประเทศเบลเยี่ยมเริ่มนำเอาการลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาทดลองใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๙๑ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับระบบการเลือกตั้งที่สบับซับซ้อนของเบลเยี่ยม ซึ่งมีการเลือกตั้ง ๑-๕ ครั้งต่อเนื่องกัน มีการใช้ภาษาที่แตกต่างกันถึง ๓ ภาษา จำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งมากถึงเกือบ ๑๐๐ คนในแต่ละครั้ง กฎหมายว่าด้วยการกำหนดให้มีการลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์จึงได้เกิดขึ้นและผ่านรัฐสภาในปี ค.ศ. ๑๙๙๔ และถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในการเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและท้องถิ่นในปี ค.ศ. ๑๙๙๙

สำหรับเบลเยี่ยมได้ทดลองใช้การลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์มาแล้วหลากหลายรูปแบบ เช่น แบบสัมผัส (Touch panel) เครื่องลงคะแนนแบบใช้ปากกา (Voting machine with a light pen) เครื่องอ่านคะแนน (Optical reading) รวมถึงการเชื่อมต่อเครื่องพิมพเข้ากับเครื่องลงคะแนนเพื่อพิมพ์หลักฐานการลงคะแนนเป็นบัตรกระดาษให้ผู้ลงคะแนนหย่อนลงกล่องก่อนออกจากหน่วยเลือกตั้ง (Ticketing system) เพื่อสอบทานกับผลการนับคะแนนจากเครื่องลงคะแนนหากมีปัญหาหรือข้อสงสัย ในปัจจุบันเบลเยี่ยมใช้เครื่องลงคะแนนที่ประกอบไปด้วยจอภาพ (Screen) เครื่องอ่านบัตรแม่เหล็ก (Magnetic card reader) และปากกา (Opticla pen)

 

ประเทศออสเตรเลีย (Australia)

ประเทศออสเตรเลียใช้การลงคะแนนแบบบัตรเลือกตั้ง (paper ballots) ควบคู่ไปกับการลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์ รูปแบบการลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้คือ การลงคะแนนผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกับเซิร์ฟเวอร์ด้วยเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันภายในหน่วยเลือกตั้งเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผลการลงคะแนนจึงไม่ได้ถูกส่งผ่านหรือเชื่อมโยงกับเครือข่ายทางอินเตอร์เน็ตที่ไม่สามารถตรวจสอบได้

การลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์ของออสเตรเลียนั่นเริ่มใช้เป็นครั้งแรกในการเลือกตั้ง The ACT (Australian Capital Territory) Legislative Assembly ในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. ๒๐๐๑ และถูกปรับปรุงและนำมาใช้อีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งต่อมา

สำหรับขั้นตอบการลงคะแนนด้วยคอมพิวเตอร์ของประเทศออสเตรเลีย มีขั้นตอนดังต่อไปนี้คือ เมื่อผู้มีสิทธิเลอืกตั้งไปที่หน่วยเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถที่จะใช้วิธีการลงคะแนนได้ ๒ แบบ คือ เลือกที่จะใช้บัตรเลือกตั้งหรือเลือกที่จะใช้คอมพิวเตอร์ในการลงคะแนน ถ้าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกที่จะใช้บัตรเลือกตั้ง เมื่อตรวจสอบรายชื่อ แสดงตน และได้รับการตรวจสอบแล้ว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตรเลือกตั้ง และลงคะแนนเสียงตามขั้นตอนปกติ ในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จะใช้คอมพิวเตอร์ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตรที่มีบาร์โค้ด เพื่อใช้รูดผ่านเครื่องอ่านบัตร ณ คูหาเลือกตั้ง โดยบัตรหรือบาร์โค้ดที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้รับนั้นจะเป็นแบบสุ่ม (Random) ไม่ได้เป็นไปตามลำดับของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ดังนั้นจึงไม่สามารถทำการตรวจสอบได้ ณ จุดนี้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนใดเลือกผู้สมัครคนใด เมื่อได้รับบาร์โค้ดแล้วผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเข้าสู่คูหาเลือกตั้ง ในคูหาเลือกตั้งจะมีแผ่นภาพแสดงและแนะนำขั้นตอนการเลือกตั้งด้วยคอมพิวเตอร์อย่างละเอียดเป็นขั้นตอนปรากฏอยู่ในจุดที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนตลอดการลงคะแนน หน้าจอคอมพิวเตอร์จะถูกติดตั้งอยู่ในแนวนอนเพื่อให้ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอกคูหาเลือกตั้ง และจะมีปุ่มกด (keypad) เพื่อใช้ในการลงคะแนน ปุ่มกดจะประกอบด้วยปุ่มเคลื่อนขึ้น ลง ซ้าย ขวา ปุ่ม Select, Undo, Finish และปุ่ม Start again นอกจากนี้ยังมีเครื่องอ่านบาร์โค้ด (Barcode reader) เพื่ออ่านและตรวจสอบบาร์โค้ดของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เมื่อไปถึงคูหาจะพบว่าหน้าจอคอมพิวเตอร์จะปรากฎหน้าต้อนรับให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกภาษา ซึ่งมีถึง ๑๒ ภาษา เมื่อเลือกภาษาแล้วให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรูดบัตรบาร์โค้ดที่เครื่องอ่านเพื่อเริ่มต้นการลงคะแนน เมื่อเครื่องตอบรับและยืนยันบาร์โค้ดแล้ว หน้าจอจะเปลี่ยนเป็นรายนามผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด แต่รายนามของผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นจะไม่ได้มีลำดับแน่นอน หรือมีลำดับเหมือนกันสำหรับผู้มีสิทธิเลอืกตั้งทุกคน นั่นคือรายนามผู้สมัครรับเลือกตั้งนี้จะได้รับการสับเปลี่ยนกันไป ผู้มีสิทธิสามารถใช้ปุ่มกดเคลื่อนขึ้น ลง ซ้าย ขวา เพื่อตรวจสอบรายชื่อผู้สมัคร และเลือกผู้สมัครจนครบตามลำดับหรือจำนวนที่ต้องการ เมื่อเสร็จแล้วแล้วกดปุ่ม "Finish" หน้าจอจะแสดงรายชื่อของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกเลือกเพื่อให้ตรวจสอบและยืนยันอีกครั้ง ถ้าพบข้อผิดพลาดผู้มีสิทธิสามารถกดปุ่ม "Undo" เพื่อกลับไปในขั้นตอนการเลือกใหม่ ถ้าถูกต้องแล้ว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องรูดบัตรบาร์โค้ดอีกครั้งเพื่อยืนยันเจตนารมณ์ของตน และระบบจะทำการตรวจสอบบาร์โค้ดว่าตรงกับบาร์โค้ดที่ถูกรูดในตอนเริ่มต้นลงคะแนนหรือไม่ เมื่อสอดคล้องตรงกันคะแนนและข้อมูลการลงคะแนนจะถูกส่งผ่านไปยังคอมพิวเตอร์ประมวลผลของหน่วยเลือกตั้ง แล้วหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็จะเปลี่ยนไปเป็นต้อนรับอีกครั้ง

 

ประเทศญี่ปุ่น (Japan)

ในปี ค.ศ. ๒๐๐๑ รัฐสภาญี่ปุ่นได้ผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์ (The special law of electornic voting) ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ปี ค.ศ. ๒๐๐๒ ส่งผลให้มีการนำเอาการลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาลเมือง Niimi จังหวัด Okayama ในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. ๒๐๐๒ สำหรับรูปแบบการลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้คือ เครื่องลงคะแนนแบบสัมผัส (Touch screen)

ขั้นตอนการลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาใช้ที่เมือง Niimi เริ่มจากการแสดงตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามขั้นตอน เมื่อตรวจสอบและยืนยันสิทธิแล้ว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตรลงคะแนนเสียง (Voting card) ที่ใช้สำหรับสอดเข้าไปในเครื่องลงคะแนนในคูหาเลือกตั้ง จากนั้นผู้ลงคะแนนสามารถลงคะแนนเสียงโดยการใช้เครื่องลงคะแนน ซึ่งรูปแบบของเครื่องจะเป็นแบบสัมผัส โดยใช้ปากกาสัมผัส (A touch pen) กับหน้าจอ Liquid crystal touch panel โดยหน้าจอจะแสงดรายนามของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้ลงคะแนนจะใช้ปากกาสัมผัสกับชื่อของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ตนต้องการ เมื่อการลงคะแนนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ บัตรลงคะแนนเสียงจะเด้งออกมาจากเครื่องโดยอัตโนมัติ หลังจากนั้นผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องคืนบัตรเลือกตั้งให้กับเจ้าหน้าที่ในหน่วยเลือกตั้งก่อนที่จะออกจากหน่วยเลือกตั้ง

 

ประเทศสหรัฐอเมริกา (United States of America)

สำหรับประเทศสหรัฐอเมริการแล้วเป็นประเทศที่มีความซับซ้อน เนื่องจากประกอบไปด้วยมลรัฐต่าง ๆ ที่มีกฎหมายหรือข้อกำหนดแตกต่างกันออกไป สำหรับรูปแบบการลงคะแนนก็เช่นกัน ในแต่ละมลรัฐหรือในแต่ละ.ท้องถิ่น (Counties) ของสหรัฐอเมริกา มีรูปแบบการลงคะแนนที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้บัตรลงคะแนน (Paper ballots) บัตรลงคะแนนแบบเจาะรู (Punch card) เครื่องลงคะแนนแบบคันโยก (Lever) เครื่องสแกน (Optical scans) เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิสก์ (Electronic machine หรือ Direct recording electronics) และแบบผสมผสานการลงคะแนนรูปแบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน (Mixed) สำหรับการลงคะแนนด้วยบัตรลงคะแนนแบบเจาะรู แบบคันโยก และแบบบัตรเลือกตั้ง ปัจจุบันได้ลดจำนวนการใช้ลงแล้ว

ในขณะที่มลรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกาได้พยายามที่จะทำให้รูปแบบการลงคะแนนของท้องถิ่นต่าง ๆ ในมลรัฐของตนอยู่ในรูปแบบเดียวกันมากยิ่งขึ้น ก็ได้มีการพิจารณาและถกเถียงกันถึงความเป็นไปได้ที่จะนำเอาการลงคะแนนทางไกลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมาใช้เพื่อรองรับพลเมืองสหรัฐที่อาศัยอยู่ ณ ต่างประเทศ รวมถึงทหารของสหรัฐที่ประจำการอยู่ ณ ต่างประเทศด้วย

 

ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี (The Republic of Korea)

ใช้การลงคะแนนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยมี ๕ ขั้นตอนในการลงคะแนน ดังนี้

๑) การบ่งบอกอัตลักษณ์ของผู้ลงคะแนนเสียง

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนการตรวจสอบอัตลักษณ์ของผู้ลงคะแนนเสียงโดยใช้บัตรประจำตัวประชาชน ลายเซ็น หรือลายนิ้วมือของผู้ลงคะแนนในการตรวจสอบอัตลักษณ์

๒) รับบัตรลงคะแนน

ในการรับบัตรลงคะแนน เจ้าหน้าที่จะต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีสิทธิลงคะแนนไปตรวจสอบความถูกต้องโดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ โดยเครื่องมือดังกล่าวมีความพิเศษคือ สามารถตรวจสอบลายนิ้วมือหรือลายเซ็นของผู้มีสิทธิลงคะแนนว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันหรือไม่

ภายหลังการตรวจสอบถูกต้อง เครื่องจะพิมพ์บัตรลงคะแนนให้บุคคลนั้นทันทีเพื่อลงคะแนนที่เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ หลังจากเสียบบัตรลงคะแนนไปที่เครื่องลงคะแนน บนหน้าจอจะปรากฎรูปภาพ ชื่อ หรือเบอร์เลือกตั้งของผู้สมัครเพื่อให้ผู้ลงคะแนนกดลงคะแนนเสียงได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว หลังจากลงคะแนน ผู้ลงคะแนนเสียงจะได้รับใบยืนยันการลงคะแนนจากเครื่องพิมพ์ที่เชื่อมต่อกับเครื่องลงคะแนนเสียง

๓) การลงคะแนนเสียง

หลังจากได้รับบัตรลงคะแนน ผู้ลงคะแนนเสียงต้องนำบัตรเลือกตั้งใส่ในเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ บนหน้าจอเครื่องลงคะแนนซึ่งเป็นระบบทัชสกรีน (Touch screen) จะปรากฎรูปผู้สมัครรับเลือกตั้ง ชื่อ เบอร์เลือกตั้ง หรือช่องลงคะแนนให้ผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง

๔) ยืนยันผลการลงคะแนน

หลังจากลงคะแนนเสียงเรียบร้อยเครื่องพิมพ์ที่เชื่อมต่อกับเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์จะพิมพ์ใบยืนยันการลงคะแนนเพื่อเป็นหลักฐานว่าได้ทำการลงคะแนนเรียบร้อยแล้ว

๕) คืนบัตรลงคะแนน

ขั้นตอนสุดท้ายคือการคืนบัตรลงคะแนน ผู้เลือกตั้งต้องนำบัตรลงคะแนนไปคืนในกล่องใสที่จัดเตรียมไว้ให้ บัตรเลือกตั้งนี้สามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวที่สถานีเลือกตั้งที่ออกบัตรเลือกตั้งให้เท่านั้นเพื่อป้องกันการลงคะแนนซ้ำ

ระบบนับคะแนนเสียงอิเล็กทรอนิกส์

หลังจากที่ได้มีการลงคะแนนเสียง การลงคะแนนเสียงดังกล่าวจะถูกบันทึกลงบนฐานข้อมูลทันทีซึ่งทำให้การนับคะแนนโดยเครื่องนับคะแนนอิเล็กทรอนิกส์เป็นไปอย่างรวดเร็ว

 

ประเทศฝรั่งเศส (France)

ประเทศฝรั่งเศสได้เริ่มนำเอาการลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. ๒๐๐๓ อย่างไรก็ตามรูปแบบของการลงคะแนนที่นำมาใช้เป็นการลงคะแนนทางไกลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งนำมาใช้เฉพาะกับพลเมืองชาวฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศโดยเริ่มใช้กับพลเมืองชาวฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาในการเลือกตั้ง The Assembly of the French Citizens Abroad (AFE) ก่อน ซึ่ง AFE มีความสำคัญก็คือ สมาชิกจำนวน ๑๕๐ คนใน AFE จะต้องถูกเลือกตั้งจากพลเมืองฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศทั้งหมดโดยสมาชิกของ AFE จะเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกสมาชิกของสภาสูงของฝรั่งเศส (Members of the Upper House of the French Parliament) จำนวน ๑๒ คน ทั้งนี้พลเมืองชาวฝรั่งเศสที่อาศัยในประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวนร้อยละ ๘.๗๗ ได้ทำการลงคะแนนแบบทางไกลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทั้งนี้พบว่าการลงคะแนนแบบทางไกลผ่านระบบอินเตอร์เน็ตนั้น ทำให้มีผู้มาใช้สิทธิเลอืกตั้งเพิ่มมากขึ้น

ในปี ๕.ศ. ๒๐๐๓ The Internet Right Forum ของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของประเทศฝรั่งเศส ได้รายงานผลกรศึกษาความเป็นไปได้ที่จะจัดให้มีการลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศฝรั่งเศส นอกเหนือจากที่นำมาใช้กับพลเมืองชาวฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ จากการศึกษา The Internet Right Forum เสนอว่าการลงคะแนนแบบทางไกลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตควรใช้ในการเลือกตั้งของพลเมืองชาวฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศเท่านั้น แต่ไม่ควรนำเอาการลงคะแนนทางไกลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมาใช้กับพลเมืองฝรั่งเศสในประเทศฝรั่งเศส สำหรับการเลือกตั้งของพลเมืองในประเทศฝรั่งเศสนั้น เสนอให้ใช้การลงคะแนนโดยใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องไปลงคะแนนเสียงที่หน่วยเลือกตั้ง (polling place e-voting)

ด้วยเหตุนี้จึงมีการพิจารณาร่างกฤษฎีกา (decree) ที่อนุญาตให้มีการนำเอาการลงคะแนนด้วยเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์มาใช้กับการเลือกตั้งในประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่วันที่ ๑๘ มีนาคม ปี ค.ศ. ๒๐๐๔ โดยอนุญาตให้เทศบาลจำนวน ๓๓ แห่ง (municipalities) ประเทศฝรั่งเศส นำเอาเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ โดยจะทำการเพิ่มจำนวนพื้นที่ที่จะสามารถใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ออกไปอีก ๒๐ ตำบล (communes) ในอนาคต จากการทดลองใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์พบว่า ประสบผลสำเร็จด้วยดี ในการทดลองใช้กับการเลือกตั้งท้องถิ่นของ ๖ เมืองในประเทศฝรั่งเศสในปี ค.ศ. ๒๐๐๔ นอกจากนี้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำมาทดลองใช้ในการเลือกตั้ง european elections ของ ๑๘ communes ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ปี ค.ศ. ๒๐๐๔

ส่วนเครื่องลคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกนำมาทดลองใช้ในการเลือกตั้งเหล่านี้มีอยู่ ๓ แบบ ซึ่งเป็นระบบสัมผัส หรือ touch screen voting system ทั้งหมด คือ ๑) Nedap ๒.๐๗ ๒) Votronic ๓) Point&Vote

 

ประเทศไอร์แลนด์ (Ireland)

ประเทศไอร์แลนด์วางแผนที่จะนำเอาการลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๙๙ มีการเตรียมร่างกฎหมายเพื่อรองรับการเลือกตั้งแบบอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนวางแผนที่จะทดลองใช้การลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์ในปี ค.ศ. ๒๐๐๐ โดยคาดการณ์ว่าการลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-voting) ควรจะถูกนำมาใช้ในการเลือกตั้ง European Parliament รวมถึงในการเลือกตั้งท้องถิ่นของไอร์แลนด์ในปี ค.ศ. ๒๐๐๔ แต่รูปแบบการลงคะแนนแบบนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายที่คัดค้าน ถึงแม้ว่ารัฐบาลไอร์แลนด์สนับสนุนให้มีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเอาการลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในปี ค.ศ. ๒๐๐๔ ก็ตาม จนกระทั้งปัจจุบันประเทศไอร์แลนด์ยังไม่มีการนำเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งมาใช้แต่อย่างใด

 

ประเทศเอสโตเนีย (Estonia)

ประเทศเอสโทเนียเริ่มมีการกล่าวถึงการลงคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์ในระยะไกลมาตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๑ ปีต่อมาคือ ปี ค.ศ. ๒๐๐๒ ร่างกฎหมายที่จะรองรับการลงคะแนน ก็ได้ถูกจัดเตรียมขึ้น และในปี ค.ศ. ๒๐๐๓ คณะกรรมการการเลือกตั้งของเอสโทเนีย (The National Electoral Committee) ได้เริ่มดำเนินการจัดให้มีโครงการจัดการลงคะแนนทางไกลแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นรูปธรรม โดยมอบให้ Estonian Company Cybernetica Ltd. ทำการพัฒนาระบบการลงคะแนนขึ้น โดยระบบโปรแกรมสำหรับการลงคะแนนถูกพัฒนาออกมาในปี ค.ศ. ๒๐๐๔ และในปี ค.ศ. ๒๐๐๔ นี้เองที่ระบบการลงคะแนนทางไกลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตถูกนำมาทดลองใช้ใน a consultative referendum ในเมือง Tallhinn และถูกนำมาใช้ในการเลือกตั้ง local government council ในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. ๒๐๐๕

ขั้นตอนการลงคะแนนทางไกลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของประเทศเอสโทเนียนั้นจะต้องทำการจัดให้มีการลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งจริง ๔-๖ วัน (advance polling days) ระหว่าง เวลา ๘.๐๐ - ๒๔.๐๐ น. (day time voting) โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องแสดงตนด้วย digital signature ผ่านบัตรประชาชน เพื่อขอลงคะแนนเลือกตั้ง ลักษณะพิเศษของประเทศเอสโทเนียที่ทำให้การจัดการลงคะแนนทางไกลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นไปได้อย่างรวดเร็วกว่าประเทศอื่น ๆ ก็คือ ประเทศเอสโทเนียใช้บัตรประชาชนที่เป็นบัตรฝังไมโครชิพ (a national identity card equipped with a computer-readable microchip) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถตรวจสอบรายชื่อของผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งในเขตของตนได้จากรายชื่อในเว็บไซต์ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดไว้ เมื่อทำการแสดงตนและได้รับการตรวจสอบแล้วว่าเป็นผู้มีสิทธิจริง ผู้มีสิทธิจะสามารถเข้าสู่หน้าจอของการลงคะแนนเพื่อลงคะแนนและยืนยันการลงคะแนน เมื่อผู้ลงคะแนนยืนยันการลงคะแนนแล้ว ข้อมูลการลงคะแนนของผู้ลงคะแนนจะถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ของการเลือกตั้ง

เมื่อสิ้นสุดกำหนดเวลาการลงคะแนนด้วยการลงคะแนนแบบทางไกลแล้วรายชื่อของผู้ที่ได้ลงคะแนนเสียงผ่านระบบทางไกล (e-voters) ทั้งหมดจะถูกจัดส่งไปตามเขตเลือกตั้งแต่ละหน่วยก่อนวันเลือกตั้งจริง เพื่อให้แต่ละหน่วยหรือเขตเลือกตั้งเก็บไว้ตรวจสอบในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งในวันเลือกตั้งจริงอีกครั้ง (re-vote on election day) ภายหลังการลงคะแนนแบบทางไกลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแล้ว ถ้าผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงการลงคะแนนของตน หรือต้องการกลับไปใช้การลงคะแนนในรูปแบบเก่า ณ คูหาเลือกตั้งก็สามารถทำได้ โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถไปลงคะแนนเสียงที่หน่วยเลือกตั้งของตนในวันเลือกตั้ง โดยที่การเลือกตั้งแบบทางไกลจะถูกยกเลิกและลบออกไป ดังนั้นคะแนนเสียงที่ได้จากการลงคะแนนนทางไกลจะถูกเปิดนับในวันเลือกตั้ง ภายหลังจากที่ได้ตรวจสอบยกเลิกการลงคะแนนของผู้ลงคะแนนทีได้ลงคะแนนเสียงในหน่วยเลือกตั้งในวันเลือกตั้งออกแล้วเพื่อไม่ให้เกิดการนับซ้ำ โดยปกติ e-ballot box จะสามารถเปิดนับได้ในเวลา ๒๐.๐๐ ในวันเลือกตั้ง

 

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)

ในเดือนสิงหาคมปี ค.ศ. ๒๐๐๐ รัฐบาลของประเทศสวิตส์เซอร์แลนด์ได้มอบหมายให้ The Federal Chancellery ไปศึกษาความเป็นไปได้ที่จะนำเอาการลงคะแนนทางไกลแบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในประเทศ และมอบหมายให้ $ Cantons คือ The States of Zurich, Neuchatel และ Geneva ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนารูปแบบการลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์และทดสอบการใช้งาน

สำหรับเหตุผลที่สนับสนุนให้เห็นว่าระบบลงคะแนนเสียงทางไกลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเหมาะสมที่จะนำมาใช้กับการจัดการลงคะแนนในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็เนื่องจาก

๑) ประชากรชาวสวิตเซอร์แลนด์ต้องทำการลงคะแนน ๔-๕ ครั้งในรอบปี ความสะดวกในการลงคะแนนเป็นข้อที่ควรคำนึงถึงเป็นประการแรกในการลงคะแนนแต่ละครั้ง

๒) ด้วยเหตุนี้ รูปแบบการลงคะแนนทางไกลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จึงเหมาะสมกับ "direct democracy system" ที่อำนาจอธิปไตยส่วนใหญ่อยู่ในมือพลเมืองชาวสวิตเซอร์แลนด์มากกว่าตัวแทนที่ประชาชนได้เลือกเข้าไป

๓) พลเมืองชาวสวิตเซอร์แลนด์กว่าร้อยละ ๖๕ สามารถเข้าถึงและเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงผ่านคอมพิวเตอร์ที่บ้านพักอาศัย หรือที่ทำงาน นอกจากนี้ยังพบว่าในทุกวันพลเมืองชาวสวิตเซอร์แลนด์ ๑ ใน ๓ คนเข้าไปค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์การเข้าถึงและความคุ้นเคยกับการเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตของพลเมืองชาวสวิตเซอร์แลนด์นี้เอง ทำให้ระบบลงคะแนนเสียงทางไกลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์

๔) พลเมืองชาวสวิตเซอร์แลนด์กว่า ๑ ใน ๑๐ หรือพลเมืองจำนวน ๕๘๐,๐๐๐ คน อาศัยอยู่ต่างประเทศ ดังนั้นการลงคะแนนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจึงเหมาะสมที่จะนำมาใช้

๕) บริการสาธารณะของประเทศ ได้ปรับตัวให้เข้ากับวิธีการดำเนินชีวิตรูปแบบใหม่ ๆ ของพลเมืองชาวสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของประเทศด้วย

ภายหลังการดำเนินการพบว่ามีเพียง Geneva เท่านั้นที่สามารถจัดให้มีการทดลองใช้การลงคะแนนทางไกลแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ สำหรับรูปแบบการลงคะแนนทางไกลที่ใช้คือ การลงคะแนนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ตามการลงคะแนนแบบนี้ได้ถูกนำมาทดลองใช้ในระดับการลงประชามติเท่านั้น

สำหรับระบบการลงคะแนนผ่านเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้น การจัดการพัฒนาและควบคุมโดยภาครัฐ นั่นคือ The State's Center of Information Technologies (CTI) ร่วมกับบริษัทเอกชนอีก ๒ แห่งที่ดำเนินกิจการในเจนีวา คือ Hewlett-Packard (HP) และ Wisekey ดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงการลงคะแนนทางไกลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตภายใต้ข้อกำหนดที่กำหนดโดยรัฐบาลของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อย่างไรก็ตามการลงคะแนนทางไกลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นทางเลือกในการลงคะแนนอีกทางหนึ่ง นอกจากการลงคะแนน ณ หน่วยเลือกตั้งและการลงคะแนนผ่านทางไปรษณีย์ (postal voting)

 

ประเทศแคนาดา (Canada)

ในการเลือกตั้งระดับ Federal ยังคงใช้การลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้ง แต่ในระดับท้องถิ่น (municipal level) ได้มีการนำเอาการลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้ ตัวอย่างเช่น

Markham และ Ontario ได้มีการนำเอาการลงคะแนนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาใช้ในปี ค.ศ. ๒๐๐๓ ส่วน Edmonton และ Alberta ก็ได้นำเอาการลงคะแนนด้วยเครื่องลงคะแนนแบบ touch-screen มาใช้ในปี ค.ศ. ๒๐๐๔ Saint John และ New Brunswick ได้นำเอาระบบการลงคะแนนที่ใช้เครื่องสแกน (optical scanning machines) มาใช้ในปี ค.ศ. ๒๐๐๔ ส่วน Ouebec ได้นำการลงคะแนนด้วยเครื่องลงคะแนนมาใช้ในปี ค.ศ. ๒๐๐๕

การลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์นอกจากจะถูกนำมาเริ่มทดลองใช้ในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นแล้ว ยังมีความพยายามที่จะผลักดันให้มีการนำเอาการลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการเลือกตั้งระดับจังหวัด (province) ด้วยเช่นกัน ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. ๒๐๐๔ The Chief Election Officer ของ Ontario ได้เสนอรายงานที่ชื่อว่า "Access, Integrity and Participation : Towards Responsive Electoral Processes for Ontario" ที่เสนอให้มีการนำเอาการลงคะแนนรูปแบบอื่น ๆ มาใช้ในการลงคะแนน โดยได้เสนอทางเลือก ๒ ทางเลือกคือ "Alternative Voting Methods – Pilot Application" และ "Automated Voter Recording System" สำหรับการเลือกตั้งในระดับจังหวัดของประเทศแคนาดานั้น แต่ละจังหวัดเลือกรูปแบบการลงคะแนนของตนเองได้อย่างอิสระ

ส่วนการเลือกตั้งในระดับ Federal นั้น การลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์จะสามารถนำมาทดลองใช้ได้ก็ต่อเมื่อผ่านการพิจารณาและรับรองของคณะกรรมาธิการของสภาสูงและสภาผู้แทนราษฎรของประเทศแคนาดาก่อน เนื่องจากการลงคะแนนในระดับนี้จะต้องมีรูปแบบที่เหมือนกันทั้งประเทศ

 

ประเทศสหราชอาณาจักร (United Kingdom)

ประเทศสหราชอาณาจักรได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะนำเอานวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในการลงคะแนนในประเทศ รวมถึงการศึกษาประเมินประสิทธิภาพของการนำเอานวัตกรรมเหล่านี้มาใช้ รวมถึงการนำเอานวัตกรรมรูปแบบต่าง ๆ มาทดลองใช้ในการเลือกตั้งจริง ผลการศึกษาของคณะกรรมการฯ ได้มีผลให้เกิดการออกกฎหมาย The People Act ๒๐๐๐ ที่อนุญาตให้ท้องถิ่นต่าง ๆ ทำการนำเอานวัตกรรมใหม่ ๆ ทางอิเล็กทรอนิกส์มาทดสอบในการเลือกตั้งท้องถิ่นของ อังกฤษ และเวลส์

การทดสอบการใช้การลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบต่าง ๆ ได้ถูกนำมาใช้ในการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. ๒๐๐๐

 

ประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela)

ในปี ๒๐๑๒ สภาเลือกตั้งของเวเนซุเอลาปรับเปลี่ยนขั้นตอนการหย่อนบัตรเลือกตั้ง จากเดิมที่มีการติดตั้งเครื่องสแกนลายนิ้วมือที่หน้าประตูทางเข้าคูหาเลือกตั้ง เปลี่ยนมาเป็นติดตั้งเครื่องสแกนลายนิ้วมือเข้ากับเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่า ๑๘ ล้านคน

จากข้อมูลการนำเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งมาใช้ของประเทศต่าง ๆ และการทดลองใช้เครื่องลงคะแนนของประเทศไทย พบว่า สาเหตุที่ต้องการนำเครื่องลงคะแนนมาใช้ในการเลือกตั้ง เนื่องจากความต้องการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในการจัดการการเลือกตั้ง เพื่อลดปัญหาของการจัดการเลือกตั้งแบบเก่า คือ การใช้บัตรเลือกตั้ง เนื่องจากรายจ่ายในการจัดการการเลือกตั้ง ในการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง การเก็บรั